10 อันดับ กิ้งก่า

10 อันดับ กิ้งก่า

ทีมงาน Toptenthailand.com ขอภูมิใจนำเสนอ “10 อันดับกิ้งก่า” อยากรู้แล้วใช่ไหมละครับมี อะไรบ้าง เชิญชมได้เลยยยยย

เครดิต :

แหล่งที่มา :

10. Phrynocephalus

อันดับที่ 10 ได้แก่ Phrynocephalus เป็นกิ้งก่าที่พบใน อิหร่าน ทางเหนือของอัฟกานิสถาน มีลำตัวยาวประมาณ 24 เซ็นติเมตร ดูหางมันซิ มันม้วนหางด้วย เป็นกิ้งก่าที่พบใน อิหร่าน ทางเหนือของอัฟกานิสถาน มีลำตัวยาวประมาณ 24 เซ็นติเมตร ดูหางมันซิ มันม้วนหางด้วย

9. Brookesia minima

อันดับที่ 9 ได้แก่ Brookesia minima เรียกได้ว่าเป็น กิ่งก่า ที่ เล็กที่สุดในโลก ซึ่งพวกมันยังมีอีกหลากหลายชื่อ ที่ฟังแล้วล้วนแสดงให้เห็นถึงความเล็กจิ๋ว ของพวกมัน เช่น คาเมเลี่ยนแคระ( Dwarf Chameleon ) , คาเมเลี่ยนใบไม้ปิ๊กมี่กิ่งก่า Brookesia minima เป็นสัตว์เฉพาะถิ่นที่พบได้เพียงแหล่งเดียวในโลกที่ บริเวณทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ มาดากาสการ์ ( Madagascar )หัวมีลักษณะหัวตัด มีเกล็ดขนาดใหญ่บนศีรษะ เหนือดวงตารูปสามเหลี่ยม คล้ายๆหงอนตัวผู้มีความยาวประมาณ 2.8 เซ็นติเมตร ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าคือมีความยาวประมาณ 3.4 เ็ซ็นติเมตร ทำให้มันเป็น กิ่งก่า ที่ เล็กที่สุดในโลก

8. Phrynosoma

อันดับที่ 8 ได้แก่ Phrynosoma หรือกิ้งก่ามีเขา ถูกค้นพบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1651 แล้วล่ะครับ โดยมีสำมะโนครัวอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งของประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ปัจจุบันสำรวจพบทั้งหมด 15 สายพันธุ์ และยังแบ่งออกได้อีกหลายสายพันธุ์ย่อยด้วยครับ เจ้ากิ้งก่าสุดเท่นี้ยังมีอีกชื่อว่า Horny Lizard มาจากลักษณะเด่นภายนอกที่ประดับด้วยเขาและหนามแหลมบนลำตัว เหมือนชุดเกราะของนักรบโบราณ นอกจากนี้ดูเผินๆยังคล้ายกับเจ้ายักษ์ “Triceratops” หรือ “ไดโนเสาร์สามเขา” อดีตขาใหญ่แห่งยุคครีเตเชียสที่สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 65 ล้านปีก่อน แต่เป็น Triceratops แบบโหลดเตี้ยและไม่มีเขาข้างหน้านะครับ ในสารบบของสัตว์เลี้ยง เจ้ากิ้งก่าฮอร์นี่ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง เพราะนอกจากแต่ละสายพันธุ์จะมีรูปร่างหน้าตาแปลกพิสดารไม่ซ้ำกันแล้วยังเลี้ยงไม่ยากนัก และมีขนาดกะทัดรัด คือยาวประมาณ 6-8 นิ้วเท่านั้นเอง

7. Moloch horridus

อันดับที่ 7 ได้แก่ Moloch horridus ทั้งตัวของมันเต็มไปด้วยหนามที่เชื่อว่ามีไว้สำหรับกักเก็บน้ำและป้องกันตัว สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แห้งแล้งมักมีการปรับตัวทางกายภาพที่แปลกประหลาด

6. Hydrosaurus pustulatus

อันดับที่ 6 ได้แก่ Hydrosaurus pustulatus

5. Amblyrhynchus cristatus

อันดับที่ 5 ได้แก่ Amblyrhynchus cristatus กิ้งก่าอิกัวนา ทะเล (Marine iguana) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amblyrhynchus cristatus จัดอยู่ ในวงศ์ Iguanidae นับได้ว่าเป็นกิ้งก่าชนิดเดียวที่อาศัยทะเลเป็นแหล่งอาหาร เมื่อโตเต็มที่มีขนาดลำตัวยาวถึง 1.2 เมตร ลำตัวค่อนข้างอ้วน ขาสั้น และนิ้วเท้ายาว มีแผงหนามตั้งขึ้นตรงกึ่งกลางหลังตั้งแต่ท้ายทอยไปจน จดหาง ส่วนใหญ่ลำตัวสีดำหรือสีออกเทาคล้ำ ส่วนพวกที่อยู่ทางตอนใต้ของ หมู่เกาะ มีลำตัวเป็นกระสีดำ สีส้มและสีแดงสลับกัน ขาคู่หน้าและแผงหนาม บนหลังสีออกเขียว ในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ กิ้งก่าอิกัวน่าจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ นอนอยู่ชิดติดกันหรือลำตัวเกยทับกันบนก้อนหินและลานหินลาวา เวลาแดดร้อนจัดจะหลบแดดเข้าไปอาศัยอยู่ใต้ก้อนหิน ในซอกหิน และใต้ร่มเงาต้นไม้ เมื่อเริ่มฤดูผสมพันธุ์อิกัวน่าตัวผู้จะเริ่มจับจองอาณาเขตเล็กๆ มีการข่มขู่และ ต่อสู้กันเพื่อปกป้องอาณาเขต การข่มขู่มีการยกตัวขึ้นสูงและผงกหัวพร้อม อ้าปากกว้างให้เห็นสีแดงภายใน หากการข่มขู่ไร้ผล จะใช้หัวที่แข็งขวิดดันกัน ไปมา จนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะยอมแพ้ล่าถอยไป อิกัวน่าตัวเมียเข้าไปอยู่ร่วม กับตัวผู้ในอาณาเขตหลายตัวเพื่อการผสมพันธุ์ หลังจากนั้นตัวเมียจะไปรวม กลุ่มกันอยู่ที่หาดทรายที่ใช้วางไข่ เกิดการแก่งแย่งที่วางไข่อีกครั้งหนึ่ง ตัวเมียใช้ขาทั้งสี่ในการขุดหลุมลึก 60 เซนติเมตร แล้ววางไข่สีขาว 2-3 ฟอง ลงในหลุมแล้วจึงใช้ทรายกลบไข่ฟักออกมาในเวลาประมาณ 110 วัน ลูกอิกัวน่าที่ออกมาใหม่มีลำตัวยาว 22-23 เซนติเมตร ตามปกติกิ้งก่าอิกัวน่าไม่ชอบหนีศัตรูลงไปในน้ำดังเช่นสัตว์น้ำ อื่นๆเนื่องจากอุณหภูมิของน้ำรอบเกาะเย็นจัดถึง 10 ํ เซลเซียส ดังนั้น ก่อนที่จะลงหากินในน้ำจะต้องตากแดดเพื่อเพิ่มอุณหภูมิในลำตัวให้สูงถึง ระดับ 35 ํ – 37 ํ เซลเซียสเสียก่อน ขณะนอนตากแดดมักจะมีพวกปูและนก บางชนิดเดินไต่ไปมาบนลำตัวช่วยจิกกินตัวเห็บที่เกาะดูดเลือดอยู่กินเป็น อาหาร กิ้งก่าอิกัวน่าเริ่มออกหากินในตอนน้ำลง โดยกินสาหร่ายที่ โผล่ขึ้นมา บนก้อนหินตามแนวปะการังและชายฝั่ง ขณะกินจะใช้เล็บแหลมเกาะติด กับก้อนหิน เพื่อป้องกันมิให้คลื่นซัดตัวหล่นลงไป และกินสาหร่ายอย่างช้าๆ โดยใช้ด้านข้างของปากงับสาหร่าย แล้วบิดหัว ให้สาหร่ายขาดออกมา บางตัวว่ายน้ำออกไปหากินไกลจากชายฝั่งหรือดำลงไปกินสาหร่ายที่ก้นทะเล ในระดับความลึก 4-5 เมตรก็มี กิ้งก่าอิกัวน่าสามารถดำน้ำได้นานครั้งละ 15-20 นาที ศัตรูของกิ้งก่าอิกัวน่านอกจากมนุษย์แล้วยังมีปลาฉลามที่คอย ทำอันตรายขณะออกหากินในทะเล และลูกกิ้งก่าอิกัวน่ายังถูกสัตว์ หลายชนิดที่อาศัยอยู่ร่วมกันบนเกาะ เช่น นกยาง นกนางนวล และเหยี่ยว จับกินเป็นอาหารอีกด้วย

4. Flying gecko

อันดับที่ 4 ได้แก่ Flying gecko เป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งจำพวกตุ๊กแกและจิ้งจก อยู่ในวงศ์ Gekkonidae มีรูปร่างและสีสันคล้ายจิ้งจกบ้าน (Hemidactylus frenatus) ทั่วไป แต่มีขนาดใหญ่กว่า สามารถโตเต็มที่ได้ 8 นิ้ว ลำตัวแบนราบ ที่นิ้วเท้ามีลักษณะแบนราบและมีพังผืดต่อติดกันไปตลอดทั้งลำตัว ใช้ในการร่อนจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ หางมีลักษณะแบนยาวและมีแขนงแตกออกเป็นหยัก ๆ แลดูคล้ายใบของต้นเฟิร์น อันเป็นที่มาของชื่อ สามารถปรับสีสันของลำตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างดี เมื่อถูกรบกวนมักจะมุดหนีเข้าไปในซอกไม้หรือโพรงไม้ แล้วขดหางเป็นวงกลมแนบไว้กับลำตัว และหากถูกรบกวนอีกก็จะมุดลงไปลึกขึ้นอีก หากินในเวลากลางคืน มีความว่องไวมาก ในประเทศไทย พบเฉพาะในป่าดงดิบชื้นในชายแดนภาคตะวันตกติดกับพม่าและภาคใต้ติดกับมาเลเซียเท่านั้น สถานภาพในปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 แต่กระนั้น ตุ๊กแกบินหางเฟิน ก็ยังเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานอีกด้วย ตุ๊กแกบินหางเฟิน ยังมีชื่อเรียกอื่นอีก เช่น “ตุ๊กแกบินหางหยัก” เป็นต้น

3. Heloderma suspectum

อันดับที่ 3 ได้แก่ Heloderma suspectum กิล่ามอนสเตอร์ (อังกฤษ: Gila Monster) เป็นกิ้งก่ามีพิษชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Heloderma suspectum พบในเขตทะเลทรายอริโซน่าทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา กิล่ามอนสเตอร์มีความยาวถึงสองฟุต จัดเป็นกิ้งก่าขนาดใหญ่ที่สุดที่พบในประเทศสหรัฐอเมริกา ลำตัวมีลายดำ ชมพู ส้ม และเหลือง อุปนิสัยเชื่องช้า มักหลบในโพรงเป็นส่วนใหญ่ ล่าสัตว์จำพวกหนู นก และไข่ต่างๆเป็นอาหาร กิล่ามอนสเตอร์สามารถผลิตพิษที่มีผลต่อระบบประสาทของเหยื่อ โดยพิษจะส่งเข้าสู่เหยื่อผ่านทางฟันทางกรามล่าง แต่พิษนี้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตต่อมนุษย์ กิล่ามอนสเตอร์เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีการคุ้มครองโดยกฎหมาย ทั้งในท้องถิ่นคือกฎหมายมลรัฐอริโซน่า และในระดับประเทศคือกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศเม็กซิโก ส่วนในระดับนานาชาติกิล่ามอนสเตอร์เป็นสัตว์ในบัญชีหมายเลข ๒ ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ (CITES) โดยห้ามส่งออกหรือนำเข้าโดยปราศจากใบอนุญาต ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2. Bipes biporus

อันดับที่ 2 ได้แก่ Bipes biporus เจ้าตัวนี้เป็นสัตว์ในวงศ์ Amphisbaenians ที่เรียกกันว่า Worm Lizard เป็น สัตว์ที่ก้ำกึ่งระหว่างกิ้งก่า (แต่ไม่จัดเป็นพวกกิ้งก่า *แล้วติดอันดับได้ไงงงง) และงู (แต่ก็ไม่ใช่งู) เจ้านี่ไม่เข้ากับกลุ่มใดๆ ที่มีอยู่เลย สัตว์กลุ่มนี้มีความหลากหลายของชนิดมาก ถึงกว่า 140 ชนิด พบกระจายตั้งแต่อเมริกาใต้ ฟลอริดา ทางตอนใต้ของยุโรป ทวีปอาฟริกาทางตอนเหนือ และตะวันออกกลาง (ยังไม่มีรายงานพบในประเทศ ไทย) เจ้าพวกนี้พบเห็นตัวได้ยาก เนื่องจากดำรงชีพอยู่ใต้ดินเป็นหลัก ชื่อสามัญของมันคือ Ajolote ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bipes biporus (อย่าสับสนกับ Axolotl ที่เป็นสัตว์สะเทินพวก salamander นะ) บางคนก็เรียกมันว่า Mole Lizards (แปลว่า กิ้งก่าตุ่น เนื่องจากสัตว์ใน กลุ่ม Amphisbaenians ไม่มีขา แต่มีเพียงชนิดนี้เท่านั้นที่มีตีนคู่หน้าที่มีกรงเล็บแข็งแรงเหมือนกับตัวตุ่น เอาไว้ใช้ร่วมกับหัวที่แข็งและทู่ไว้ใช้ ในการขุดดิน) ความยาวของลำตัวอยู่ในช่วง 17-24 cm ถิ่นอาศ้ยของเจ้านี่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ มักพบตามรูที่เป็นดินร่วนปนทราย ของแคว้น Baja ใน California และ Mexico อาจพบเห็นเคลื่อนที่บนพื้นดินใน ช่วงหลังฝนตก มีการเคลื่อนที่แบบตัวหนอน ร่วมกับการใช้ตีนคู่หน้าดึงตัวเองให้เคลื่อนที่ ไปข้างหน้า (การเคลื่อนที่แบบตัว หนอน หรือ Caterpillar-like หรือ rectilinear ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ของงูใน กลุ่ม Python และ puffadder) อาหารของมันก็ได้แก่ตัวหนอนและตัวอ่อนของแมลงในดิน ไอ้เจ้านี่หากินเวลากลางคืน ช่วงใกล้รุ่งและพลบค่ำ ขยายพันธุ์โดยการวางไข่ ครอกละ 1-4 ฟอง

1. Varanus komodoensis

อันดับที่ 1 ได้แก่ Varanus komodoensis หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม “มังกรโคโมโด” นั้นเองครับ เป็นสัตว์ที่พบได้เฉพาะบนเกาะโคโมโดและหมู่เกาะใกล้เคียงเท่านั้น โดยไม่พบในที่อื่นใดของโลกอีก มีอุปนิสัยดุร้าย ชอบอยู่เป็นฝูง มังกรโคโมโดเป็นสัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร จะวิ่งล่าเหยื่อด้วยการซุ่มจู่โจมกัดเหยื่อด้วยฟันที่คม แต่มันจะวิ่งไล่ได้เพียงครั้งเดียว ถ้าหากมันจับเหยื่อไม่ได้ มันจะต้องหยุดนิ่งเพื่อชาร์จพลัง สำหรับการวิ่งครั้งใหม่ มังกรโคโมโดเป็นสัตว์ไม่มีพิษแต่ก็เสมือนว่ามีพิษ เนื่องจากในน้ำลายของมันมีเชื้อแบคทีเรียอยู่มากกว่าถึง 50 ชนิด เหยื่อที่ถูกกัดจะเกิดอาการโลหิตเป็นพิษ และจะถึงแก่ความตายในเวลาไม่เกิน 3 วัน ซึ่งบางครั้งเมื่อเหยื่อที่มังกรโคโมโดกัดและทิ้งน้ำลายไว้ในแผล หลบหนีไป มังกรโคโมโดจะติดตามไปเพื่อรอให้เหยื่อตายก่อนจะลงมือกินอีกด้วย เหยื่อของมังกรโคโมโดตามธรรมชาตินั้น มักเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เช่น กวาง หรือวัวควายของชาวบ้าน มังกรโคโมโดอาจจู่โจมมนุษย์บ้าง แต่มีไม่บ่อยนัก ซึ่งผู้ที่มันจะจู่โจมมักจะเป็นผู้ที่อ่อนแอหรือบาดเจ็บ แต่ในต้นปี พ.ศ. 2552 มีรายงานว่ามังกรโคโมโดได้รุมกัดชายหนุ่มคนหนึ่งจนถึงแก่ชีวิต ขณะที่เขากำลังเก็บผลไม้อยู่ เคยมีกรณีที่มังกรโคโมโดตัวเมียที่สวนสัตว์เชสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ 2 ตัว ได้ออกไข่แล้วฟักออกมาเป็นตัวโดยที่ไม่ต้องมีการผสมพันธุ์กับตัวผู้ นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า การสืบพันธุ์โดยไม่ใช้เพศนั้น (การเกิดโดยไม่ผสมพันธุ์) เกิดขึ้นกับสัตว์มีกระดูกสันหลังราว 70 ชนิด เช่น งู, ปลาฉลาม, กิ้งก่า หรือแม้แต่ไก่งวงหรือปลากระเบน แต่มักถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก การให้กำเนิดโดยไม่ใช้เพศผู้ของมังกรโคโมโดนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว ในปัจจุบันนี้มีมังกรโคโมโดจัดเป็นสัตว์ที่มีสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยมีปริมาณเหลืออยู่ราว 4,000 ตัว จากสาเหตุจำนวนผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะเพิ่มขึ้น เหยื่อของมันถูกล่าจนลดน้อยลง การขยายตัวของกสิกรรมทำลายพื้นที่หากินของมัน อีกทั้งยังเป็นสัตว์ที่พบได้เฉพาะถิ่นหรือ endemic

**หมายเหตุ

ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง Toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ Toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก Toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี http://www.Toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป
Posted in Uncategorized | Leave a comment

วีดีโอ

Posted in Uncategorized | Leave a comment